วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ลดน้ำหนักฉบับคิมเบอร์ลี่ ลองแล้วได้ผลแน่นอน

ลดน้ำหนักฉบับคิมเบอร์ลี่
“คิมเบอร์ลี่” เคยน้ำหนักถึง 70 กิโลกรัม..แต่เธอสามารถลดเหลือ 50 กิโล แสดงให้เห็นถึงความมีวินัยในการดูแลตัวเองอย่างมาก เราจะมาบอกเคล็ดลับการลดน้ำหนักและการดูแลตัวเองของเธอ มาบอก

สาวคิมบอกเคล็ดลับว่า
เธอจะกินแอปเปิ้ลวันละ 3 ผล ร่วมกับอาหารไขมันต่ำ เพราะแอปเปิ้ลมีไฟเบอร์สูง จะช่วยให้ลดน้ำหนักง่าย และเร็ว และ เน้นกินผัก-ผลไม้ของจริงค่ะ ไม่ค่อยกินวิตามินแบบเม็ด คุณพ่อมักเตรียมส้ม แครอท และมะเขือเทศสดๆไว้ให้ทั้งสี่พี่น้องกินเป็นประจำ

การปรับเปลี่ยนอาหารด้วยการลดแป้ง และกินแอปเปิ้ลเขียวทดแทนมื้อเย็น หรือเพิ่มเข้าไป ทำให้น้ำหนักปัจจุบันของสาวน้อยลงมาเหลือเพียง 50 กิโลกรัม

แถมพ่วงด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ ต้องหาเวลาเล่น แบดมินตันสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และฝึกโยคะ สม่ำเสมอ และตอนนี้กำลังติดเล่น พิลาทีส เพราะมีหลายท่วงท่าและออกกำลังกายได้หลายส่วน เน้นการลดสัดส่วน จะเน้นลดต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง หมดเลย ใจจิงอยากลดมากสุดที่ต้นแขน และน่อง

ภาพจาก IG: @kimmy_kimberley

10เทคนิคลดน้ำหนักอย่างได้ผลโดยไม่ออกกำลังกาย

10เทคนิคลดน้ำหนักอย่างได้ผลโดยไม่ออกกำลังกาย
การลดน้ำหนักลดหุ่นไม่ได้มีอยู่วิธีเดียว ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยให้คุณลดน้ำหนักตัวได้อย่างเห็นผล แถมบางข้อยังทำง้ายง่ายแต่สาวๆ มักมองข้ามไปทุกที
1.ยืนแทนนั่ง ผลการศึกษาจาก Mayo Clinic อเมริกา บอกว่า ใน 1 วัน คนอ้วนจะนั่งมากกว่าคนผอมถึง 2.5 ชั่วโมง ดังนั้นต่อไปนี้จงยืนเวลาคุยโทรศัพท์
2. กินระหว่างมื้อ แทนที่จะจัดหนักมื้อเย็นหรือติดกินมื้อดึก ลองเปลี่ยนมาเป็นกินระหว่างมื้อ โดยเลือกอาหารว่างเบาๆ แต่ได้ประโยชน์และอยู่ท้อง เช่น แอปเปิ้ล 1 ลูก กล้วย 1 ผลพร้อมโยเกิร์ต พร้อมข้าวโอ๊ตใส่โยเกิร์ตไม่ก็นมรสจืด วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่โหย
3. อ่านฉลากโภชนาการ ไม่ว่าจะเดินเข้ามินิมาร์ทหรือเปิดตู้เย็นในบ้าน อย่าลืมพลิกดูว่ามีส่วนผสมอะไรอยู่ในนั้นบ้าง จำไว้กว่าน้ำตาล 1 กรัมเท่ากับน้ำตาล 4 ช้อนชาเชียวนะ
4.หาบัดดี้ช่วยลด เมื่อผลศึกษาจากวารสาร Canadian Medical Association พบว่า ไม่ว่าผู้หญิงลดน้ำหนักตามสูตรลดของผู้เชี่ยวชาญ หรือจากคำแนะนำของเพื่อนสาวที่ไม่รู้เรื่องโภชนาการเลย ผู้หญิงคนนั้นก็ลดน้ำหนักได้ในอัตราเท่ากันเลย แต่มีข้อแม้ว่า เพื่อนที่เราคุยด้วยนี่ เขาต้องให้กำลังใจเรา ไม่ใช่เยาะเย้ยเรื่องน้ำหนัก
5. ทำโยคะก่อนกินมื้อเที่ยงรับรองเริ่ด เพราะผลการศึกษาจาก Fred Hutchinson Cancer Research Center อเมริกา พบว่า โยคะทำให้เรากินอย่างมีสติมากขึ้น
6. หิวของหวานเมื่อไหร่ให้คิดถึงเบอร์เกอร์แทน เพราะถ้าร่างกายคุณ ‘จำเป็นต้องใช้’พลังงานจากอาหารจริงๆ คุณจะรู้สึกอยากเบอร์เกอร์มากกว่าของหวาน แสดงว่าคุณไม่ได้แค่หิวมั่วซั่ว คุณหมอริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Feinman) ให้ทิปดีๆ
7. เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยการกินผักที่มีสารพฤกษเคมี (Phytochemical) เยอะๆ ซึ่งได้แก่ผักจำพวกผักใบเขียวและถั่ว ทั้งนี้ผลการศึกษาจาก University of Florida อเมริกา พบว่า สารพฤกษเคมีในผักสามารถลดภาวะ oxidative stress (การที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ) ซึ่งเป็นภาวะที่เกี่ยวพันกับลดน้ำหนักลงได้
8.ผัดด้วยน้ำ ทิปอาหารนี้เจ๋งมาก เทเรซ่า คัทเตอร์ (Teresa Cutter) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารฝากมาบอกว่า “อยากปรุงอาหารเฮลธ์ตี้ ทำอย่างนี้สิคะ ถ้าทอดหรือผัด ให้ใช้น้ำมันเพียง 1 ช้อนชาพอ จากนั้นเหยาะน้ำเล็กน้อยลงไประหว่างปรุง เพื่อเติมความชุ่มชื้นและทำให้อาหารไม่ติดกระทะ”
9. กินผักผลไม้ให้มากกว่าเดิม 3 เท่า คุณหมอเดวิด แคตซ์ (David Katz) ชี้ให้เห็นว่า กินผักผลไม้ 5 ส่วนถือว่าเฮลธ์ตี้แล้ว “แต่ผมจะกินถึง 12-15 ส่วน” ทั้งนี้การกินผักผลไม้ทำให้ร่างกายได้ไฟเบอร์แถมยังลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
10. กินไฟเบอร์ชนิดที่ละลายได้ เพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แหล่งที่อุดมด้วยไฟเบอร์ชนิดนี้ได้แก่ แอปเปิ้ล ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์ ถั่ว และแฟล็กซีด (เมล็ดแฟล็กซ์) ส่วนโดนัทนั้นไม่มีทั้งไฟเบอร์แถมยังอุดมด้วยน้ำตาลอีก

เกร็ดความรู้สุขภาพ 6วิธีพิชิตการลดน้ำหนัก

6 ข้อ ทำง่าย น้ำหนักลด ชัวร์ๆ
1.รับประทานให้พออิ่ม
ในการรับประทานในแต่ละมื้อนั้น ควรกินให้พออิ่ม โดยการตักปริมาณอาหารที่พอดีๆ และไม่ควรตักอาหารในจำนวนที่มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เรานั้นเกิดอาการอิ่มเกินปริมาณ แถมบางคราวอาจจะมีการจุกเป็นของแถมอีกต่างหาก
2.ลดการกินแบบประเภท “จุกจิก”
โยนทิ้งอาหารประเภทดังกล่าวให้ออกจากตัวให้ไวได้เลยยิ่งดี เพราะอาหารดังกล่าวนี้ โดยส่วนใหญ่มักจะให้ปริมาณพลังงานโดยมากเกินจำเป็น แถมยังให้ความอ้วนเป็นของแถมอีกด้วย ฉะนั้น หากไม่สามารถลดปริมาณได้ ควรที่จะเลือกขนมจำพวกธัญพืช ถั่ว ผัก หรือ ผลไม้มาแทนที่น่าจะดีกว่า
3.ดื่มน้ำเปล่า
“น้ำเปล่า ยิ่งดื่มยิ่งดี” ประโยคข้างต้นยังคงใช้ได้ดีอยู่เสมอ เพราะการที่ดื่มน้ำเปล่านั้น จะช่วยให้เราได้แก้กระหายในเบื้องต้น ไปจนถึงเป็นตัวช่วยในการขจัดน้ำตาลจากเครื่องดื่มที่มีรสหวานต่างๆ เช่น น้ำอัดลม ชา น้ำหวาน กาแฟ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
4.กินพอดีๆ แบบไม่ต้องเพิ่ม “พิเศษ”
หากจะตั้งใจในการลดน้ำหนักแล้ว ไม่ควรที่จะจัดหนักจัดเต็มด้วยการเพิ่มขนาดอาหารด้วย “ขนาดพิเศษ” เด็ดขาด เพราะจะทำให้ได้รับอาหารในปริมาณที่มากจนเกินพอดี ฉะนั้น ประเภทที่ว่า เพิ่มลูกชิ้นในก๋วยเตี๋ยว หรือ เพิ่มกับข้าวในจานนั้น จงลืมไปได้เลย
5.งดการกินอาหารมื้อดึก
ถ้าใครมีพฤติกรรมกินตอนดึก ไม่ว่าจะเป็น กินมาก กินปานกลาง หรือ กินน้อย ก็ตามที่ สิ่งเหล่านี้ แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะว่า การรับประทานแล้วเข้านอนแล้วไม่มีการออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ ร่างกายจะเผาผลาญอาหารที่กินเข้าไปได้น้อยมากและจะสะสมเป็นไขมันแทน
6.เคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ
ในเวลาที่รับประทานในแต่ละครั้งนั้น ทางที่ดีควรจะเคี้ยวช้าๆ คงจะดีกว่า เพราะว่า จะทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเร็วกว่า เนื่องจากร่างกายจะเริ่มรู้สึกอิ่มเมื่อทานอาหารเข้าไปประมาณ 20 นาที และยังช่วยให้ย่อยอาหารทำงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หากทำตามที่ว่าทั้งหมดแล้ว ก็อย่าลืมที่จะพักผ่อนให้เพียงพอ และ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีกับร่างกาย

posted from Bloggeroid

การลดน้ำหนักด้วยการดื่มน้ำอุ่น 3 แก้ว เพียง 3 ขั้นตอน


อีกหนึ่งตัวช่วยที่ช่วยเรื่องการลดน้ำหนักด้วยการดื่มน้ำอุ่น 3 แก้ว เพียง 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. ตื่นนอนตอนเช้าดื่มน้ำอุ่น ที่มีอุณหภูมิประมาณ 45-50 องศาเซลเซียส 1 แก้ว

2. ดื่มน้ำอุ่นอึกแรกอย่าเพิ่งกลืนลงท้อง ให้กลั้วคอทำความสะอาดช่องปากแล้วบ้วนทิ้งก่อน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคในช่องปาก

3. ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ ดื่ม ห้ามดื่มอึกใหญ่โดยเด็ดขาด เพื่อกระตุ้นอวัยวะภายในอย่างช้า ๆ น้ำ 1 แก้วควรใช้เวลาดื่มประมาณ 10 นาทีจึงจะเหมาะสมที่สุด

ทั้งนี้การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยกระตุ้นความรู้สึกอบอุ่นที่เยื่อเมือกในช่องปาก เพิ่มความเร็วในการไหลเวียนของเลือดไปยังกระเพาะอาหาร ซึ่งจะส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่าอิ่มได้เร็วขึ้น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักอีกทางหนึ่ง